Search
Search ×
Menu
  1. หน้าหลัก
  2. ความภาคภูมิใจ
  3. คุณค่าหลักแห่งสถาบัน
  4. หลักสูตร
  5. ข่าวสาร
  6. ติดต่อเรา
Wednesday, October 17, 2018

บทความ

การพัฒนา รร.สธ.ทบ.
SuperUser Account

การพัฒนา รร.สธ.ทบ.

 

การพัฒนา รร.สธ.ทบ.

สู่ความเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย

พลตรี บุญรอด ศรีสมบัติและคณาจารย์ รร.สธ.ทบ.

๒๑ กันยายน ๒๕๖๐

 

กล่าวนำ

     “รากฐานสำคัญของกองทัพบก คือการพัฒนาทางการศึกษา ที่เน้นการสร้างผู้นำที่มีคุณธรรม มีวินัยในตนเอง และมีขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกำหนด” เป็นคำกล่าวของนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งในยุคที่ผู้บริหารระดับสูงของกองทัพบก ได้พร้อมใจกันกลับมามอง “ระบบการศึกษา” อย่างจริงจัง ภายหลังกำลังพลบางส่วนมีพฤติกรรมบั่นทอนภาพลักษณ์ของกองทัพบก มีหลายคนที่กระทำความผิด อันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการฝึกฝนอบรมด้านคุณธรรมอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

     “รร.สธ.ทบ.” เป็นสถาบันการทหารหลัก ที่ผลิตฝ่ายอำนวยการและผู้บังคับหน่วยป้อนให้กับกองทัพบกมายาวนานกว่า ๑๐๘ ปี เป็นสถาบันที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่าง รร.นส.ทบ., รร.นายร้อย จปร. เป็นโซ่ข้อล่างและ วทบ. โซ่ข้อบนของห่วงโซ่ “ยุทธวิธี ยุทธการและยุทธศาสตร์”

     ดังนั้นการที่กองทัพบกมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงระบบการศึกษาให้ได้ผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม ซึ่งในส่วนของ รร.สธ.ทบ. จะต้องมีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปรับปรุงหลักสูตรหลักประจำ, การพัฒนามาตรฐาน ครู–อาจารย์, การปรับโครงสร้าง รร.สธ.ทบ. ใหม่ และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้การเชื่อมโยงองค์ความรู้โดยให้ รร.สธ.ทบ. เป็นจุดศูนย์กลาง และการเสริมสร้าง และเสริมสร้าง รร.สธ.ทบ. ให้สถาบันที่มีความเป็นนานาชาติสูงขึ้นในระดับชั้นนำในเอเชีย ซึ่งรายละเอียดจะได้นำเสนอต่อไป

 

ที่มา “วิสัยทัศน์” รร.สธ.ทบ.

     ตลอดระยะเวลา ๑๐๘ ปี ที่ผ่านมา รร.สธ.ทบ. ได้กำหนด “วิสัยทัศน์” หลายครั้ง และได้มีการปรับแก้มาเป็นลำดับ กระทั่งในปีนี้ (พ.ศ.๒๕๖๐) ได้ตกผลึก ดังนี้

               “ - เป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย

                 - สร้างผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม มีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง”

     การกำหนดอย่างนี้ เป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไป มิใช่ว่าจะเขียนขึ้นมาลอย ๆ ได้ เพราะ รร.สธ.ทบ. เป็นสถาบันการศึกษาทางทหารเก่าแก่แห่งหนึ่งของประเทศไทย และน่าจะเป็น รร.สธ.ทบ. ที่เก่าแก่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยที่ รร.สธ.ทบ. ของอาเซียน มักจะเพิ่งจัดตั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ภายหลังประกาศตนเป็นประเทศเอกราชจากประเทศมหาอำนาจ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา

     วิสัยทัศน์ข้อแรก “เป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย” หลายท่านอาจจะมองและคิดว่าจะเป็นไปได้อย่างไร เมื่อเอเชียมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต มีประเทศต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่ประเทศตุรกีในตะวันตกสุด ถึงประเทศฟิลิปปินส์ในตะวันออกสุด

     แต่จากประสบการณ์การศึกษาและการไปเยี่ยมชม รร.สธ.ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียของคณะอาจารย์ รร.สธ.ทบ. ยกตัวอย่างประเทศ ในเอเชียตะวันออก คือ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เอเชียใต้ คือ อินเดีย และปากีสถาน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ๙ ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา, เมียนมาร์, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และบูรไน พบว่า รร.สธ.ทบ. ประเทศไทย เทียบชั้นสิงคโปร์ (สิงคโปร์กำหนดวิสัยทัศน์ เป็นระดับโลก (World class)) สำหรับ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เทียบได้สูสี ทั้งเรื่องหลักสูตร การพัฒนามาตรฐานครู-อาจารย์ เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก และความเจริญก้าวหน้าหลักคิดทางทหาร

     ซึ่งถ้ามองในกลุ่มประเทศเหล่านี้ รร.สธ.ไทย. ก็ไม่น้อยหน้าใคร เพราะเรามีห้องบรรยายรวมใหญ่ ขนาด ๓๕๐ ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเป็นห้องบรรยายที่มีที่นั่งเป็นอัฒจรรย์สูง และจำนวนมากที่สุด คือมากกว่าจีน ส่วนการพัฒนาครู-อาจารย์ ถือว่าพอๆ กัน ทั้งนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกของเราเทียบชั้น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

     ดังนั้น พอสรุปได้ว่า การที่ รร.สธ.ทบ. กำหนด “วิสัยทัศน์” เป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชียนั้น ถือว่าไม่เกินจริง มีความเป็นไปได้ และเป็นสิ่งท้าทาย และเป็นเป้าหมายที่จะผลักดันให้ รร.สธ.ทบ. พาตนเองไปให้ถึง

     วิสัยทัศน์ในข้อสอง “สร้างผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม มีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง” เรื่องนี้ ขอคำอธิบาย ดังนี้

     เริ่มจากคำว่า “ผู้นำ” รร.สธ.ทบ. มีวิสัยทัศน์ ที่จะสร้าง “ความเป็นผู้นำ” ของทั้งผู้บังคับหน่วย และฝ่ายอำนวยการ ระดับกรมผสม และสูงกว่าระดับกองพล โดยมีหมวด “วิชาแกนหลัก” (Core) คือ ผู้นำและคุณธรรม โดยเน้น “จริยธรรมฝ่ายอำนวยการ” ซึ่งถือว่าเป็นจรรยาบรรณสำคัญของฝ่ายอำนวยการ กล่าวคือ เป็นไปตาม “พุทธวจน” ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในชาดก “ขุททกนิกาย” กล่าวถึงเรื่อง ข้าราชการที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ ๔ ประการ ได้แก่

                   ๑. ฟังเป็นและพูดให้เขาฟังเป็น

                   ๒. ขจัดอารมณ์ร้ายได้

                   ๓. ทนทุกข์กาย ทุกข์ใจ ทนถูกด่าว่า และทนต่อสิ่งเย้ายวนทั้งหลาย

                   ๔. ปฏิบัติราชการได้คล่องแคล่ว รวดเร็ว

     ซึ่งคุณสมบัติ ๔ ประการนี้ การสอนในหลักสูตร รร.สธ.ทบ. จะเน้นใน เรื่อง การบรรยายสรุปของฝ่ายอำนวยการ และเทคนิคการสื่อความหมาย มีการฝึกให้สามารถคุมกายคุมจิต มิให้เกิดอารมณ์ร้ายในทุกสถานการณ์ ทนแรงกดดันต่างๆ และต้องทนต่อทุกข์ทางกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งเย้ายวน ที่เป็นอบายมุขต่าง ๆ มีตัวชี้วัดเป็นคะแนนจริยธรรมตลอดทั้งหลักสูตร

     เรื่อง “การมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง” ประเด็นนี้ รร.สธ.ทบ. จะเสริมสร้างในผู้เข้ารับการศึกษาได้ดึงศักยภาพที่โดดเด่นของตนเองออกมาแชร์กับนักเรียนคนอื่น อีกทั้ง มีตัวอย่างผู้นำที่เชี่ยวชาญ ในแต่ละศาสตร์ที่ดีที่สุดของประเทศไทยและภูมิภาคนี้ มาสร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มพูนศักยภาพตัวตนที่มีอยู่ให้ขยายวงกว้างออกไปอีก ถ้านักเรียนได้พัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถถึงขั้นสูงสุด มีการทำหน้าที่ได้ถูกต้อง ถูกทำนองครองธรรม กองทัพและสังคมจะเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

     โดยสรุปแล้ว “วิสัยทัศน์” ของ รร.สธ.ทบ. เป็นสิ่งที่ท้าทาย และเป็นโอกาสที่บุคลากรทางการศึกษาของ รร.สธ.ทบ. และภาคส่วนอื่น ๆ จะพากันลุยหน้าเดินไปใน “ทิศทางเดียวกัน สู่เป้าหมายเดียวกัน” (“One Target, One Direction”) !!!

 

หลักสูตรหลักประจำ “ปรับใหม่”

          ตัวตนของ รร.สธ.ทบ. คือ “หลักสูตรหลักประจำ” จากระยะเวลา ๑๐๘ ปี (พ.ศ.๒๔๕๒–๒๕๖๐) ได้เปิดหลักสูตรหลักประจำมาแล้ว ๙๕ ชุด ในปี พ.ศ.๒๕๖๑ หรือ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ จะเป็นหลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ ๙๖

          เป็นปีที่มีการปรับหลักสูตรใหม่ (รร.สธ.ทบ. จะมีการปรับหลักสูตรฯ ทุกๆ ๕ ปี) เดิมหลักสูตรนี้จะมีวิชาแกนหลัก (Core) คือ หมวดวิชาเสนาธิการกิจ  หมวดวิชายุทธวิธี และหมวดวิชาการปฏิบัติการพิเศษ ทั้งนี้ “หมวดวิชาเสนาธิการกิจ” เป็นวิชาแกนเริ่มต้น ซึ่งผู้เข้ารับการศึกษา หรือสังคมภายนอกจะรู้จักว่า “คนที่จบ เสธ. (หัวเสธ.) คือคนที่เรียนวิชาเสนาธิการกิจ” นั่นเอง

          ดังนั้น “หมวดวิชาเสนาธิการกิจ” จึงเป็นหมวดวิชาที่ รร.สธ.ทบ. เน้นในวิธีการสอน และเป็นวิชาเดียวที่มีการสอนในกองทัพไทย คือที่ รร.สธ.ทบ. โดยเมื่อลงรายละเอียดก็คือ การสอนกระบวนการคิด หรือ “การแสวงข้อตกลงใจ” หรือที่ภาษาอังกฤษว่า “Military Decision Making Process (MDMP)”

          หมวดวิชาต่อมาคือ “หมวดวิชายุทธวิธี” เป็นพื้นฐานการยุทธในรูปแบบ การรุก การรับ และร่นถอย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานทางยุทธวิธี “การรบตามแบบ” ที่จะต้องนำมาเป็นต้นแบบ เพื่อใช้ใน “การแสวงข้อตกลงใจ” ของผู้บังคับบัญชาและฝ่ายอำนวยการ ทั้งนี้ในแต่ละรูปแบบของการรบ จะใส่เนื้อหาที่สำคัญคือระบบปฏิบัติการในสนามรบ (BOS7) ซึ่งเป็นพันธกิจที่ช่วยให้ผู้บังคับบัญชาสามารถสร้างและดำรงรักษาอำนาจกำลังรบไว้ได้

          หมวดวิชาที่สามคือ “หมวดวิชาปฏิบัติการพิเศษ” เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อรูปแบบการยุทธได้ถูกปรับเปลี่ยนจากการรบตามแบบเป็น “การรบไม่ตามแบบ” ซึ่งหมวดวิชานี้มีองค์ประกอบสำคัญคือ การปฏิบัติการพิเศษ สงครามพิเศษ การรักษาความมั่นคงภายใน การปฏิบัติการทางทหารที่มิใช่สงคราม (Military Other Than War : MOOTW) และการพัฒนาประเทศ

          ทั้ง ๓ หมวดวิชาข้างต้นในภาพรวมจะเป็น “ตัวตน” หรือ “แกนหลัก” ของวิชาที่สอนในห้วงเวลาที่ผ่านมา ต่อเมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตร ผ่าน “คณะกรรมการศึกษา รร.สธ.ทบ.” ได้มองเห็นบริบทของความมั่นคง และยุทธศาสตร์ ยุทธการ ยุทธวิธี ที่เปลี่ยนไป จึงได้มีการปรับเพิ่มวิชาภายในวิชาแกน ดังนี้

          หมวดวิชาเสนาธิการกิจ ให้เพิ่มเนื้อหาวิชา “อนาคตศึกษา” ว่าด้วยหลักการ ทฤษฎี และกรณีศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อ “ฝ่ายอำนวยการ” ให้สามารถ “ประมาณสถานการณ์” ทางฝ่ายอำนวยการให้ผู้บังคับบัญชาได้แม่นยำมากขึ้น ภายใต้สถานการณ์แห่งอนาคตที่ไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบัน

          หมวดวิชายุทธวิธี จะเพิ่มวิชา “แนวการปฏิบัติต่อภัยคุกคามรูปแบบผสม (Hybrid Threat)” เพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบยุทธการ (Operation Design) ใช้หน่วยให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป

          อีกวิชาในหมวดวิชายุทธวิธี คือ “การใช้กำลังระดับกรมผสม” ถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของกองทัพบกที่ได้กำหนดนโยบายให้หน่วยสามารถทำการรบ ภายใต้หน่วยต่ำกว่าระดับกองพล จากสภาพที่เป็นจริงรูปแบบการรบสมัยใหม่ในภูมิภาคนี้ จะมีการประกอบกำลังได้แค่เพียงระดับ “กรมผสม” ซึ่งขณะนี้ รร.สธ.ทบ. ได้กระตือรือร้นที่จะจัดทำองค์ความรู้วิชานี้อย่างจริงจัง เพราะมองไปแล้วยังไม่มีหน่วยใดในกองทัพบกที่รับมาทำอย่างเป็นรูปธรรม

          วิชาที่ ๓ ที่เพิ่มเข้ามาของ “หมวดวิชายุทธวิธี” เป็นวิชา “การใช้สนามรบในเมือง” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กองทัพทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ เพราะมีภัยคุกคามรูปแบบผสม (Hybrid Threat) เกิดขึ้นทั่วไปในเมืองใหญ่ เช่น ประเทศซีเรีย อิรัก ยุโรป และฟิลิปปินส์ รวมทั้งปะเทศไทย นั่นคือความจำเป็นที่กองทัพบก อาจจะต้องใช้กำลังทหารในบริบทของเมืองใหญ่ ในประเทศไทยหรืออนาคตกองทัพไทยอาจจะต้องส่งกองกำลังสหประชาชาติ ภารกิจรบในเมืองก็เป็นไปได้

          หมวดวิชาสุดท้าย “หมวดวิชาปฏิบัติการพิเศษ” คือวิชา “ศาสตร์พระราชา” ถือว่าเป็นเรื่องราวเฉพาะตนของประเทศไทย เมื่อรัฐบาลและประชาชน ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่พระองค์ได้ทรงวางรากฐานการบริหารบ้านเมืองและการพัฒนาประเทศ โดยใช้หลักคิดการทรงงาน ในภาพรวม ก็คือ “ศาสตร์พระราชา” เมื่อพิจารณาการก่อตัวของขบวนการก่อความไม่สงบ ในปัจจัยมูลเหตุของการก่อความไม่สงบ ๓ ประการ คือ ประชาชนล่อแหลม รัฐบาลอ่อนแอ และมีการชี้นำจากภายนอก การที่จะป้องกันมูลเหตุดังกล่าวได้ตรงประเด็นที่สุดคือ การนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการบริหารประเทศ จะทำให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลก็จะเข็มแข็ง ทำให้การชี้นำจากภายนอกก็ไม่เกิดประโยชน์ ไม่สามารถยุยงให้เกิด “การก่อความไม่สงบ” ได้ นั่นคือหนทางการป้องกันการก่อความไม่สงบตั้งแต่จุดเริ่มต้น หรือต้นน้ำ นั่นเอง

 

มาตรฐานครู-อาจารย์ : ต้องไปให้ถึง

     “จุดแข็งของ รร.สธ.ทบ. ที่เหนือกว่าสถาบันการทหารของประเทศนี้ ก็คือ “ครู-อาจารย์” เพราะเป็นผู้ที่เตรียมข้อมูลเอง สอนเอง ลงไปคลุกกับนักเรียนในทุกการฝึก โดยเฉพาะการสอนวิชาแกน คือ เสนาธิการกิจ, ยุทธวิธี และการปฏิบัติการพิเศษ ขณะที่สถาบันการศึกษาทางทหารแห่งอื่น จะใช้วิธีการเชิญ “ผู้บรรยายภายนอก” ทำให้ความผูกพันระหว่าง ครูกับนักเรียน มีช่องว่าง

     ดังนั้น “จุดแข็ง” จึงอยู่ที่ตัว ครู - อาจารย์ เอง และที่สำคัญผู้ที่สอบได้ที่ ๑ ของหลักสูตรหลักประจำของทุกปี จะเดินทางไปศึกษาหลักสูตรเสนาธิการสหรัฐฯ ณ ฟอร์ตลีเวนเวิร์ด ซึ่งเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ของ รร.สธ.ทบ. ระดับโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่หยุด

     อาจกล่าวได้ว่า “ครู - อาจารย์” ล้วนจบ เสธ. มาจากทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอเมริกา ในยุโรปก็มีจากอังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน และสเปน นี่คือตัวแทนสำนักคิดนาโต้ (NATO) และในอีก ๒ ปี ข้างหน้า (พ.ศ.๒๕๖๒) จะมีอาจารย์ เสธ. ไทยเข้ารับการศึกษาประเทศรัสเซีย นับได้ว่า เป็นคนไทยคนที่ ๓ ที่สำเร็จจากรัสเซีย ถือว่าเป็นตัวแทนอดีตสำนักคิดวอร์ซอว์แพค (WARSAW PACT) โดยคนไทยพระองค์แรก คือ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ คนที่สอง คือ นายพุ่ม สาคร

     ในทวีปเอเชีย ก็มีจบจากจีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ในเอชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีจบจากฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์

     ในทวีปออสเตรเลีย ก็มีอาจารย์ที่จบ เสธ.ทหารออสเตรเลีย และปริญญาโททางทหาร แม้ทักษะการสอบผ่านภาษาอังกฤษจะเข้มข้นมากกว่าทุกแห่ง แต่ก็มี ครู-อาจารย์ จบมาทุกปี

     เมื่อรวม ครู-อาจารย์ รร.สธ.ทบ. จะพบว่า เสมือนเอาองค์ความรู้เสนาธิการทั่วโลก มารวมไว้ในที่เดียวกัน จึงความหลากหลายแนวคิดทางทหารทั้งโลก ที่เป็นจุดแข็งที่สุด ถึงวันนี้ รร.สธ.ทบ. จะยังคงส่งเสริมให้ ครู- อาจารย์ ได้เข้ารับการศึกษา รร.เสธ.ระดับโลก ต่อไป และต่อเนื่อง นั่นคือเหตุผลประการแรก ในการพัฒนามาตรฐาน ครู-อาจารย์

     ประการที่สอง การส่งเสริมให้ ครู-อาจารย์ ได้ยกระดับการศึกษาขั้น ปริญญาโท และเอก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วน ครู-อาจารย์ ที่จบการศึกษาปริญญาโท-เอก ให้สูงขึ้น เพื่อสนับสนุนหลักสูตร ศศ.ม.(ความมั่นคง) การศึกษาระดับปริญญาโททางทหารหนึ่งเดียวของกองทัพบก และเพื่อให้ รร.สธ.ทบ. สามารถพึ่งตนเองได้ทางการศึกษาระดับนี้ ทั้งนี้ พล.ต.พร ภิเศก ผบ.รร.สธ.ทบ. จึงได้ริเริ่มจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาครู-อาจารย์ รร.สธ.ทบ.” โดยได้รับกองทุนขั้นต้นจาก ผบ.ทบ. จำนวนหนึ่ง

     เรื่อง “กองทุนฯ” นี้ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ ครู-อาจารย์ ที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองทางด้านการศึกษาให้มีทางเลือก ในการยกระดับการศึกษาของตนเองให้สูงขึ้นกว่าผู้เข้ารับการศึกษา

     ประการที่สาม การผลักดันตำแหน่งวิชาการ ตามที่ได้มีพระราชบัญญัติกำหนดให้ รร.สธ.ทบ. สามารถกำหนด “ตำแหน่งวิชาการ” ได้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๙ พอถึงปีนี้ ผบ.รร.สธ.ทบ. ได้วางนโยบายที่จะผลักดันให้ “ครู-อาจารย์” ได้จัดรวบรวมสะสมผลงานทางวิชาการ และนำเสนอเพื่อรับตำแหน่ง “ผู้ช่วยศาสตราจารย์” จำนวน ๕ ตำแหน่ง ภายในเดือน มีนาคม ๒๕๖๑ หรือภายใน ๖ เดือนข้างหน้า เป็นโครงการนำร่องครั้งแรก หลังจากนี้จะมีการพัฒนากำหนดตำแหน่งวิชาการระดับสูงขึ้นไปอีก

     ประการสุดท้าย การกำหนดให้ “ครู-อาจารย์” มาจากผู้บังคับหน่วยหรือฝ่ายอำนวยการที่มีประสบการณ์ได้เข้ามาทดแทนคุณของสถาบันแห่งนี้ ระยะเวลาอย่างน้อย ๓-๕ ปี ทั้งนี้ตำแหน่ง “ครู-อาจารย์” จะเป็นตำแหน่งหมุนเวียนภายในกองทัพบก โดยใช้เวลาใน รร.สธ.ทบ. ไม่เกิน ๑๐ ปี เพื่อให้ “ครู-อาจารย์” ได้สลับเปลี่ยนกันออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในตำแหน่งต่างๆ เรื่องนี้ เป็นความคาดหวังสูงสุดของผู้บริหารของ รร.สธ.ทบ. ที่ประสงค์จะให้เป็นช่องทางหนึ่ง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันแนวทางการพัฒนามาตรฐาน ครู-อาจารย์ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

     จากหลักคิดที่ว่า “การทำงานทางการศึกษาในกองทัพ ไม่มีผู้ใดเสียสละ ๑๐๐% เพื่อเป็น ครู-อาจารย์” เพราะฉะนั้นการสร้างขวัญและกำลังใจของการเป็น “ต้นแบบ” สร้างคนในกองทัพ โดยผ่าน รร.สธ.ทบ. จะต้องสร้างเสริมขวัญและกำลังใจ ก็คือ การให้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น หรือการให้ได้ทำหน้าที่ “ครู - อาจารย์” ช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เหมาะสม และที่สำคัญกองทัพบกจะต้องกำหนดให้ชัดเจนถึงตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป นอก รร.สธ.ทบ. เพื่อตอบแทนการเสียสละในการเข้ามาเป็น “ครู-อาจารย์” อันจะทำให้กองทัพบกมี “ครู- อาจารย์” ที่มีมาตรฐานเข้ามาทำหน้าที่ “ไม่ขาดสาย”

               นั่นคือ “มาตรฐาน ครู-อาจารย์” ที่จะเกิดขึ้นไม่ไกลเกินเอื้อม !!!

 

การปรับโครงสร้าง : งานใหญ่ที่รออยู่

            จากที่ได้กล่าวมาแล้ว ๒ เรื่องหลัก คือ การพัฒนาหลักสูตรหลักประจำ  และการพัฒนามาตรฐานครู-อาจารย์ จะเกิดไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเรื่องต่อไปนี้ได้มีการจัดอย่างเป็นระบบและทันเวลา นั่นคือ “การปรับโครงสร้าง รร.สธ.ทบ.” เพราะนี่คือ Black Bone สำคัญของ รร.สธ.ทบ. หรือนี่คือภาพสะท้อนของการศึกษาของกองทัพบกในอนาคตอย่างสำคัญที่สุด

          เนื่องจากถึงจะมีหลักสูตรที่ดีเลิศ หรือครู–อาจารย์ชั้นเยี่ยมเพียงใด แต่ถ้า รร.สธ.ทบ. ยังใช้โครงสร้างเดิม (อฉก.๔๑๘๐) การศึกษาของกองทัพบกก็จะย่ำอยู่ที่เดิม ไปไม่ถึงไหน เปรียบเสมือนบ้านหลังเก่าที่รอวันผุกร่อนไปตามกาลเวลา

          วันนี้ “รร.สธ.ทบ.” มีอาคารหลังใหม่สูงสง่า ๕ ชั้น โดดเด่นกว่าทุก รร.เสธ.ของอาเซียน แต่ยังคงใช้โครงสร้างเดิม ที่มีมาแต่ “อาคารประภาสโยธิน” เดิม ดูไปแล้วผิดฝั่งผิดฝาอย่างไรชอบกล มีเหตุผลหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ “โครงสร้าง รร.สธ.ทบ.” จะต้องเปลี่ยน ดังนี้

          ประการแรก ส่วนบังคับบัญชาปัจจุบัน รร.สธ.ทบ. ไม่มีอัตรากำลังพล การแก้ปัญหาได้นำ “ครู-อาจารย์” ในส่วนวิชาต่างๆ มาทำหน้าที่ฝ่ายเสนาธิการ ฝึก-ศึกษา และธุรการ-กำลังพล เท่ากับเป็นการดึงกำลัง “ครู–อาจารย์” ออกมาจากระบบการเรียนการสอน ส่งผลซ้ำเติมให้เกิดการขาดแคลนครู–อาจารย์รุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงควรเพิ่มตำแหน่ง ฝสธ. ระดับ น.๕ จำนวน ๒ ตำแหน่ง

          ประการที่สอง การบริหารจัดการโครงสร้างอาคารเรียน “เสนาธิปัตย์” หลังใหม่ และอาคารที่พัก ๗ ชั้น จะต้องมีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแล เช่น แผนกยุทธโยธา ประกอบด้วยกำลังพลที่มีความเชี่ยวชาญด้านไอที ช่างไฟฟ้า ช่างประปา และช่างยนต์

          ประการที่สาม เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “เป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย” โครงสร้าง รร.สธ.ทบ. ใหม่จะต้องเพิ่ม “แผนกโครงการมิตรประเทศ” ที่จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้นายทหารมิตรประเทศและครอบครัว ที่นับวันจะมีเข้ามารับการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่าง ปีการศึกษา ๒๕๖๐ มีจำนวน ๑๓ คน ปีการศึกษา ๒๕๖๑ มี ๑๕ คน และมีหน่วยเพิ่มมามากขึ้นจากปากต่อปากของความมีชื่อเสียงของ    รร.สธ.ทบ. ไทย ประเด็นนี้ยืนยันจาก อจ.ที่จบเสธ. ต่างประเทศ ในประเทศที่เข้าศึกษา จะมีส่วนหรือแผนกเฉพาะ (Liaison Office) เพื่อให้การดูแลและอำนวยความสะดวกนายทหารมิตรประเทศและครอบครัว

          ประการที่สี่ การปรับหลักสูตรใหม่ ทำให้ “ส่วนวิชาเสนาธิการกิจและส่วนวิชายุทธวิธี” ต้องแบกรับวิชาใหม่เพิ่มขึ้นอีก ๔ วิชา คือ อนาคตศึกษา การปฏิบัติการต่อภัยคุกคามรูปแบบผสม (Hybrid Threat) การใช้หน่วยระดับกรมผสม และการใช้สนามรบในเมือง ทำให้ต้องเพิ่ม “กองวิชาพิเศษและกองวิชายุทธศาสตร์และความมั่นคง” เพื่อรองรับภาระงานดังกล่าว

          ประการสุดท้าย การคัดเลือกตำแหน่งนายทหารปกครองหลักสูตร เนื่องจากปัจจุบัน รร.สธ.ทบ. มีการเปิดหลักสูตร ๔ หลักสูตร คือ หลักสูตรหลักประจำ หลักสูตรนายทหารบกอาวุโส หลักสูตรการพัฒนาองค์ความรู้การก่อการร้ายและการก่อความไม่สงบ สำหรับผู้บริหาร และหลักสูตร ศศ.ม.(ความมั่นคง) มีการเปิดหมุนเวียนทั้งปี ทำให้จะต้องมี “นายทหารปกครอง” ของแต่ละหลักสูตรที่มีคุณภาพ สามารถเป็น “ต้นแบบ” ให้กับผู้เข้ารับการศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนี้จะต้องแยกออกจาก “ครู-อาจารย์” และถ้าเป็นไปได้ ควรเป็น “ผู้บังคับหน่วย” ที่มีผลงานโดดเด่น ได้รับการยอมรับจากกองทัพบก เพราะนายทหารผู้นี้จะเป็น “ต้นแบบ” ทั้งด้านการเป็นผู้นำและผู้มีคุณธรรม อันเป็นลักษณะพึงประสงค์ ถ้ากองทัพบกประสงค์จะให้ผู้สำเร็จการศึกษาจาก รร.สธ.ทบ. เป็นผู้ที่มีความรู้คู่คุณธรรมแล้ว ตำแหน่งนี้มีความสำคัญมาก และจะต้องยกระดับเป็น น.๕ ถ้าเป็นไปได้เมื่อทำหน้าที่ระยะหนึ่งที่เหมาะสม มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ควรจะได้รับการเสนอความดีความชอบ ให้ดำรงตำแหน่ง “รองนายพล” ต่อไป

          อย่างไรก็ตามล่าสุด รร.สธ.ทบ. ได้จัดทำร่างเสนอขึ้นไปตามลำดับ จาก ยศ.ทบ. ถึง ยก.ทบ. พบว่าการปรับโครงสร้างเพื่อการแก้ไข อฉก. หมายเลข ๔๑๘๐ รร.สธ.ทบ. นั้น เป็นงานใหญ่ที่รออยู่จริงๆ ในกรณีดังต่อไปนี้

          ๑. การเพิ่มอัตรา พ.อ.(พ) ๕ อัตรา ไม่สอดคล้องกับมิติสภากลาโหม ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓ โดยการปรับปรุงแก้ไขอัตรา จะต้องไม่เพิ่มอัตรากำลังพล, งบประมาณ และไม่ทำให้ยอดกำลังพลแต่ละชั้นยศเพิ่มขึ้น

          ๒. ไม่ได้บรรจุไว้ในแผนแม่บทปฏิรูปการบริหารจัดการและปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔ และไม่ได้กำหนดกิจกรรมไว้อย่างแน่ชัดในแผนพัฒนา ทบ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔

          ๓. การตรวจสอบความเหมาะสมและสัมพันธ์กับหน่วยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศพย., วทบ. และ ยศ.ทบ. ในงานที่คล้ายคลึงกัน

          นี่คือข้อเท็จจริงของการปรับโครงสร้าง รร.สธ.ทบ. ถือว่าเป็น “งานใหญ่และหิน” ที่รออยู่จริงๆ !!!

 

สิ่งอำนวยความสะดวก : “ห้องรับแขก ทบ.”

     “รร.สธ.ทบ. ยุคใหม่ จะเป็นเสมือนห้องรับแขกของกองทัพบกที่ดีที่สุด” นายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวไว้ในช่วงการก่อสร้าง รร.สธ.ทบ. แห่งใหม่ (อาคารเสนาธิปัตย์) ความหมายก็คือ กองทัพบกมีความประสงค์จะมีสถานที่สักแห่งหนึ่ง ไว้เป็นสถานที่รับแขกบ้านแขกเมือง และเป็นจุดที่ไม่ไกลจาก “บก.ทบ.”

     ภายหลัง ๒ ปี ที่เปิด รร.สธ.ทบ.แห่งใหม่ มีคณะสำคัญๆ จากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งบุคคลสำคัญทางทหารระดับโลกได้เข้าเยี่ยมชม และได้กล่าวปราศรัย ณ สถาบันแห่งนี้จริง และนับวันจะมีแขกบ้านแขกเมืองเข้าเยี่ยมชม และเข้าศึกษา รร.สธ.ทบ. จำนวนมากขึ้นตามลำดับ

     และถ้าพูดถึงวิสัยทัศน์ รร.สธ.ทบ. ใน “ความเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย” ซึ่งการที่จะไปถึงจุดนั้นได้นั้น จะต้องมี “ห้องรับแขก” ที่สำคัญ เพื่อรองรับนายทหารมิตรประเทศและครอบครัวที่จะเข้ารับการศึกษา กินนอนอยู่ในเมืองไทย ๑ ปี ก็ควรจะมี “อาคารที่พัก” สะดวกสบายและสมเกียรติสมศักดิ์ศรีประเทศ อาคารนี้ควรมีขนาดอย่างน้อย ๑๖ ห้องพัก ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำโครงการนำเสนอ ทบ. ไปแล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนการออกแบบของ “ยย.ทบ.” และในขณะเดียวกันจะต้องมีพื้นที่สำหรับการประกอบศาสนกิจของทุกศาสนา เน้นอิสลาม และคริสต์

     อีกจุดหนึ่งที่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความก้าวหน้าในเรื่องการผู้นำด้านการเรียนการสอนของ รร.สธ.ทบ. คือห้อง Smart Room ห้องนี้หรือหลายห้องภายในอาคารเสนาธิปัตย์ จะต้องมีความเพียบพร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เพื่อการเรียนการสอนระดับโลก เหมือน รร.เสธ.ทหารเกาหลีใต้ ขณะนี้ รร.สธ.ทบ. กำลังจัดทำโครงการเสนอกองทัพบก

     นอกจากนี้ เครื่องมือช่วยในการเรียนการสอน คือ E - learning จะเป็นส่วนที่จะประหยัดเวลาในการเรียนรู้  เป็นการศึกษาด้วยตนเองของผู้เข้ารับการศึกษาก่อนเข้าเรียนจริง โดย รร.สธ.ทบ. ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.๒๕๖๐) ได้จัดทำ “ชุด E - learning” ไว้แล้ว ๒๐ กว่าเรื่อง และจะทำให้ได้ครบ ๕๐ เรื่อง ภายในปี พ.ศ.๒๕๖๑ เป็นเนื้อหาพื้นฐานของวิชาเสนาธิการกิจ, ยุทธวิธี และปฏิบัติการพิเศษ

     “ห้องรับแขก” อีกจุดหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของ รร.สธ.ทบ. และกองทัพบก ก็คือ “ห้องรับประทานอาหาร” ขณะที่ รร.สธ.ทบ. ได้รับงบประมาณเพื่อปรับปรุงจาก สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล) ในขั้นต้นได้มีเจ้าหน้าที่ ยย. ของสำนักสนับสนุน สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางมาดูหน้างาน และกำลังดำเนินการให้บริษัทที่ได้รับอนุมัติได้ดำเนินการสำรวจเสนอแบบ โดยคาดหวังที่เป็นห้องอาคารของ รร.สธ.ทบ. มีบรรยากาศระดับโรงแรมห้าดาว และเป็นสถานที่ที่สามารถจัดงานเลี้ยงระดับวีไอพีได้สบายๆ

     อีกห้องหนึ่งที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่สุดของการเข้าเยี่ยมชมคือ ห้องเรียนรวม ๑ ปัจจุบันได้ตั้งชื่อเพื่อถวายพระเกียรติ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ชื่อ “ห้องจักรพงษ์” เป็นห้องอัฒจรรย์ที่นั่ง ๓๕๐ ที่นั่ง ถือว่าใหญ่ที่สุดใน รร.เสธ.ทหารอาเซียน มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงให้ยิ่งใหญ่สง่างามยิ่งขึ้นไป คือ การทำให้ไมค์ทุกตัวของที่นั่งได้กลับมาใช้ได้ทุกตัว โดยจะต้องยกเต้าสายไฟฟ้าที่อยู่ด้านล่างขึ้นมาบนโต๊ะ เพราะเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบไมค์ และสายไฟชำรุดก็เนื่องจากนักเรียนได้ใช้เท้าเหยียบเต้าสายไฟแต่ละที่นั่งชำรุดเสียหาย

     ทั้งนี้ ตามนโยบายของ ผบ.ทบ. เรื่อง “Smart man, Smart soldier” การที่ให้กำลังพลของกองทัพบกมีร่างกายที่แข็งแรง จะต้องมีการออกกำลังกายอย่างถูกต้องมาตรฐาน เรื่องนี้ รร.สธ.ทบ. ได้ปรับปรุง “ห้อง Fitness Center” ๒ ห้อง ในพื้นที่อาคารเสนาธิปัตย์ (สถานที่เรียน) และหอพักอาคารเสนาธิปัตย์ (ที่พัก) ปัจจุบันได้รับพระราชทานชุดออกกำลังกายจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑ ชุด ติดตั้งไว้ที่อาคารเสนาธิปัตย์ (สถานที่เรียน) และได้รับการอนุเคราะห์จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอีก ๑ ชุด ติดตั้งไว้ที่อาคารที่พักเสนาธิปัตย์ ขณะเดียวกัน  รร.สธ.ทบ. ได้มี “โครงการ เสธ.สมาร์ท” ที่สนับสนุนให้มีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ภายใต้โภชนาการที่ถูกต้องเหมาะสมอีกด้วย

     และสุดท้าย “ห้องรับแขกเชิงประวัติศาสตร์” ขณะนี้ รร.สธ.ทบ. กำลังปรับปรุง “ห้องพิพิธภัณฑ์ รร.สธ.ทบ.” ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับโลก โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองบัญชาการกองทัพไทย (พล.อ.สุรพงษ์  สุวรรณอัตถ์) โดยจัดพื้นที่เพิ่มรายรอบห้องพิพิธภัณฑ์ (ประภาสโยธิน) เดิม โดยแบ่งออกเป็น ๓ พื้นที่ คือ พื้นที่ที่เป็นบรรยากาศของที่พักอาจารย์ในยุคอาคารประภาสโยธิน พื้นที่รวบรวมพระประวัติเจ้าฟ้าจักรพงษ์ และพื้นที่วิวัฒนาการความก้าวหน้าของ รร.สธ.ทบ. และบุคคลทางทหารที่สำคัญของไทยและของโลก โดยจะก่อสร้างเป็นห้องกระจกใส มองเห็นจากภายนอกได้

     นั่นคือ การยกระดับและเพิ่มเติม “ห้องรับแขกของกองทัพบก” ให้มีความมีสง่าราศี สมศักดิ์ศรีของนายทหารมิตรประเทศและผู้เข้าเยี่ยมชมจากทั่วโลก ให้ได้เห็นความอลังการและความขลังของ รร.สธ.ทบ. !!!

 

รร.สธ.ทบ. : “Hub” เชื่อมโยงองค์ความรู้

          การศึกษาทางการทหารของกองทัพบก ไล่เรียงจาก รร.นส.ทบ., รร.นายร้อย จปร., รร.เหล่า/สายวิทยาการ, รร.สธ.ทบ. และ วทบ. จะพบว่ามีความสัมพันธ์เชิง “สถาบัน” ไต่ระดับจากชั้นยศนายทหาร        ชั้นประทวน (รร.นส.ทบ.), นายทหาร (รร.นายร้อย จปร.), นายทหารระดับกลาง (รร.สธ.ทบ.) และ นายทหารระดับสูง (วทบ.)

          ถ้ามองแค่นี้จะพบว่า รร.สธ.ทบ. ก็จะอยู่ตรงกลางระหว่าง รร.เหล่า/สายวิทยาการ (ชั้นนายร้อย-พัน) แต่วันนี้บทบาทการอยู่ตรงกลางนั้นได้เปลี่ยนไปในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของกองทัพบก และสถาบันภายนอกกระทรวงกลาโหม

          ความชัดเจนเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๐  เมื่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา มีบัญชาให้ รร.สธ.ทบ. ผ่านกองทัพบก ให้จัดการให้ความรู้ “การจัดทำแผน” ซึ่งมีตัวแบบจาก “การแสวงข้อตกลงใจทางทหาร” ของ รร.สธ.ทบ. ให้สามารถประยุกต์ใช้ เป็นแนวทางในการจัดทำแผนงานให้กับกระทรวงต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๒๗ หน่วยงาน นั่นคือ การเชื่อมโยงความรู้ระหว่าง รร.สธ.ทบ. กับหน่วยงานระดับชาติ อาจเรียกได้ว่าเป็น “การแสวงข้อตกลงใจแห่งชาติ”

          ความชัดเจนประการต่อมา จากดำริ จก.ยศ.ทบ.  พล.ท.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์  ให้ รร.สธ.ทบ. จัดการอบรมให้ความรู้กับ รร.เหล่า/สายวิทยาการ (ราบ, ม้า, ปืน, ช่าง และสื่อสาร) ในเรื่องการแสวงข้อตกลงใจและแนวความคิดในการใช้กำลังระดับกรมผสม ด้วยวัตถุประสงค์ ๒ ประการ คือ  (๑) สร้างความเชื่อมโยง  องค์ความรู้ระหว่าง รร.เหล่า/สายวิทยาการ ระดับการศึกษาหลักสูตรชั้นนายพันกับหลักสูตรหลักประจำ รร.สธ.ทบ.  (๒) เพื่อให้ครู-อาจารย์ จาก รร.เหล่า/สายวิทยาการนำองค์ความรู้จาก รร.สธ.ทบ. ไปเตรียมอบรมกับนายทหารหลักสูตรชั้นนายพันเบื้องต้น ทำให้ลดการเรียนการสอนอีกครั้ง เมื่อเข้า รร.สธ.ทบ.

          สรุปการเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงสถาบัน จะเกิดขึ้นระดับกระทรวง - รร.สธ.ทบ. - รร.เหล่า/สายวิทยาการ

          อีกบทบาทหนึ่งที่ รร.สธ.ทบ. จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ในวงกลม ๓ วงที่ทับซ้อนกัน คือ ยุทธศาสตร์ และ ยุทธการ ยุทธวิธี โดย รร.สธ.ทบ. จะทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อล่าง” (ระดับยุทธวิธี – รร.เหล่า/สายวิทยาการ – รร.นายร้อย จปร. – รร.นส.ทบ.) ที่คล้องกับ “โซ่ข้อกลาง” (วทบ.) ระดับยุทธการ (Operation Art) กล่าวคือ รร.สธ.ทบ. จะวางพื้นฐานการยุทธ รุก รับ ร่นถอย ตั้งแต่ระดับกองพลลงไปเป็น “กรมผสม” ส่วน รร.เหล่า/สายวิทยาการ จะดูพื้นฐานการยุทธระดับกองพัน–กองร้อย และหมวด ซึ่งจะได้ผลผลิตมาจาก รร.นายร้อย จปร. และ รร.นส.ทบ. จะเห็นได้ว่าความเชื่อมโยงองค์ความรู้กับ “กรมผสม” ถือว่าเป็น “โซ่” ข้อกลางที่ต้องเหนียวแน่นและแข็งแกร่งที่สุด  ไม่เช่นนั้นองค์ความรู้จะขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย และจะต้องมีหน่วยการศึกษาที่รับผิดชอบชัดเจน คือ รร.สธ.ทบ.

            ประเด็นต่อมา ความเชื่อมโยงความรู้ระหว่าง รร.สธ.ทบ. กับ วทบ. จะเป็นการต่อ “โซ่ข้อล่างกับโซ่ข้อกลาง” ให้สนิทกัน โดย รร.สธ.ทบ. ได้กำหนดวิชาพื้นฐานทางยุทธการที่สำคัญคือ “วิชาออกแบบทางยุทธการ(Operation Design)” ซึ่งในรายละเอียดจะเป็นการศึกษาและฝึกเขียน “เส้นปฏิบัติการ (Line of operation)” เป็นความเชื่อมโยงระหว่างยุทธวิธีกับยุทธการที่ชัดเจน  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทฤษฎีและหลักคิดทางยุทธศาสตร์ด้วย เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงองค์ความรู้แบบบางๆ ขึ้นไป จากยุทธการสู่ยุทธศาสตร์ โดยเน้นยุทธศาสตร์ทางทหาร เป็นต้น

          สรุปงานภาพรวมแล้ว รร.สธ.ทบ. จะเป็นจุดศูนย์กลาง (Hub) เชื่อมโยงองค์ความรู้ในเชิงสถาบัน ตั้งแต่ ระดับกระทรวง – รร.สธ.ทบ. และ รร.เหล่า/สายวิทยาการ  และยังเป็นจุดศูนย์กลาง (Hub) ความเชื่อมโยง ๓ ระดับการปฏิบัติ ของยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี  นั่นคือบทบาท Hub ที่ลอยเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนของ รร.สธ.ทบ. ในอนาคต !!!

 

“ความเป็นนานาชาติ” รร.สธ.ทบ.

     การสร้างบรรยากาศให้การเรียนการสอนของ รร.สธ.ทบ. มีความเป็นนานาชาตินั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพื่อนำไปสู่วิสัยทัศน์ “เป็นสถาบันทางการศึกษาทางทหารชั้นนำในเอเชีย” มีรูปแบบได้หลากหลาย ดังต่อไปนี้

     ประการแรก  เริ่มจาก “นายทหารมิตรประเทศ” ที่เข้าศึกษาใน รร.สธ.ทบ. เนื่องจากจำนวนนายทหารนักเรียนมิตรประเทศที่มีมากขึ้น โดยให้ปีการศึกษา ๒๕๖๐ มีประเทศต่างๆ ส่งนักเรียนเข้าเรียน รร.สธ.ทบ. จำนวน ๑๒ ประเทศ มีนักเรียน ๑๓ คน พอปี พ.ศ.๒๕๖๑ มีประเทศต่างๆ  ส่งสูงขึ้นเป็น ๑๓ ประเทศ         มีนักเรียน จำนวน ๑๕ คน ถือว่าเป็นยอดนายทหารนักเรียนมิตรประเทศสูงมากที่สุด ตั้งแต่มีการจัดตั้ง รร.สธ.ทบ. ขึ้นมา

     ประการที่สอง  การต้อนรับคณะเยี่ยมชมต่างประเทศ มีจำนวนมากขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีคณะเยี่ยมชม ๒ เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ มีคณะต่างประเทศเยี่ยมชม รร.สธ.ทบ. สูงถึง ๔ คณะ ได้แก่ ประเทศศรีลังกา, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และเวียดนาม    ก็ถือว่าเป็นการเยี่ยมชมถี่ที่สุด ตั้งแต่ย้ายเข้ามาที่ตั้งแห่งใหม่เมื่อ ๒ ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้มีข้อสังเกตว่าการเยี่ยมชมของ ๒ คณะใหญ่ คือประเทศอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ มีจำนวนผู้ร่วมคณะสูงมากกว่า ๘๐ คน แสดง ว่า ๒ ประเทศดังกล่าว เชื่อมั่นว่า รร.สธ.ทบ. มีห้องบรรยายที่มีความจุสามารถรับได้สูงถึง ๑๐๐ ที่นั่ง ซึ่งข้อเท็จจริง รร.สธ.ทบ. สามารถรับได้สูงถึง ๓๕๐ ที่นั่ง โดยใช้ห้องบรรยายรวม ๑ (ห้องจักรพงษ์) ซึ่งเป็นห้องบรรยายรวมที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

     ประการที่สาม  การจัดสัมมนานานาชาติ เรื่องนี้ รร.สธ.ทบ. ได้มีการจัดประชุมนานาชาติ ภายใต้หลักสูตร ศศ.ม.(ความมั่นคง) ทุกปี โดยได้มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า ๑๐ แห่ง ทำให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ที่มีความเป็นสากล และมีการเชิญผู้บรรยาย (Guest Speaker) ระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งยังเป็นการนำเสนอผลงานทางวิชาการที่เป็นนานาชาติมากยิ่งขึ้น ล่าสุดในวันที่ ๖-๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ กองทัพบก โดย รร.สธ.ทบ. จะจัดการประชุมนานาชาติกาชาดสากล ICRC หัวข้อ “South East Asia military security Operation” มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า ๓๐ ประเทศ

     ประการที่สี่ การเปิดหลักสูตร Bilingual (หลักสูตร ๒ ภาษา) โดยกำหนดให้มีการศึกษา ๒ วิชา คือ Military Operation และ Staff Operation เป็นการใช้ครู-อาจารย์ของ รร.สธ.ทบ. มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ แล้วเชิญผู้ช่วยทูตของประเทศต่าง ๆ ที่ส่งนักเรียนเข้าศึกษาใน รร.สธ.ทบ. มาเป็นผู้บรรยาย ทั้งนี้ นักเรียนมิตรประเทศเองก็มีส่วนร่วมในการบรรยายให้ความรู้ดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย ทำให้นักเรียนหลักสูตรหลักประจำ ทั้งในและต่างประเทศ มีความผูกพันและสร้างสัมพันธ์กันที่ดียิ่งขึ้น และเป็นการใช้ศักยภาพของภาษาอังกฤษ และตัวเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่หลากหลายสำนักคิดทางทหารในภาษาเดียวกัน เท่ากับเป็นการขยายการเรียนรู้ของระดับภูมิภาคและระดับโลกในเวลาเดียวกัน

     ประการที่ห้า  การเปิดหลักสูตร International Program ในปีการศึกษานี้ ถือว่าเป็นความริเริ่มที่สำคัญของ ผบ.รร.สธ.ทบ. ที่พยายามจะหาช่องทางสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนให้เป็น “INTER” ในทุกมิติ ทั้งนี้ การจัดตำราเรียนจะใช้ Text book ที่เป็นภาษาอังกฤษ และเชิญ Guest Speaker ทางทหารที่มีชื่อเสียงในระดับอาเซียนและระดับโลกมาบรรยายให้ความรู้

     ประการที่หก  โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ครู เสธ.อาเซียน” เป็นก้าวสำคัญที่จะ ทำให้โครงการ Exchange ครูอาจารย์ของประเทศอาเซียนเป็นรูปธรรม สำหรับประเทศที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ อินโดนีเซีย เพราะขณะนี้อินโดนีเซียได้มีการส่งนักเรียนเข้าศึกษาในประเทศไทย ตั้งแต่หลักสูตรชั้นนายร้อย ชั้นนายพัน และจากการเยี่ยมชม รร.สธ.ทบ. ของคณะอินโดนีเซีย ได้เห็นภาพของคณะดังกล่าว มีการติดปีกร่มของไทยกันถ้วนหน้า แสดงว่าเครื่องหมายร่มของไทยนี้ “Go Inter” แล้ว

     ประการสุดท้าย  การสร้างเครือข่ายทางการศึกษาที่เป็นนานาชาติกับการจัดตั้งสถาบันใหม่ของ รร.สธ.ทบ. อาจกล่าวได้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ รร.สธ.ทบ. จะเป็นที่ตั้งของ “สมาคม APCSS ศูนย์ความมั่นคงเอเชีย แปซิฟิค” เป็นที่รวบรวมผู้จบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ จากหน่วยงานของไทยที่หลากหลายมากกว่า ๔๐๐ คน ถือว่าเป็นกลุ่มการศึกษาต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดย รร.สธ.ทบ. จะขอทุนการศึกษา APCSS ให้ครู– อาจารย์ รร.สธ.ทบ. ทุกปี เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืนของสมาคม ในระดับชาติ รร.สธ.ทบ. กำลังดำเนินการจัดตั้ง “สถาบันการพัฒนาวินัยและความมั่นคงแห่งชาติ” ขึ้น (กองทัพบกอนุมัติหลักการให้จัดตั้ง เมื่อ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๐) เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ “สร้างผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม” เน้นวินัยและคุณธรรม “คนเก่ง คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ” ตรงจุดนี้ รร.สธ.ทบ. จะเป็นสถาบันเชิงสัญลักษณ์ของการสร้างวินัยของคนในชาติอีกแห่งหนึ่ง

     สรุปได้ว่า การที่จะสร้างให้ รร.สธ.ทบ. มีความเป็นนานาชาตินั้น มีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ นายทหารมิตรประเทศ ผู้ช่วยทูตทหารประเทศต่าง ๆ การจัดทำหลักสูตรที่มีความเป็นอินเตอร์ทุกมิติ การจัดโครงการแลกเปลี่ยนครู-อาจารย์ในอาเซียน และการสร้างเครือข่ายทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ การจะทำได้ดังนี้ รร.สธ.ทบ. ต้องกำหนด “Strategy for Internationalizing the learning Atmosphere” !!!

 

 

บทสรุป

     การพัฒนา รร.สธ.ทบ. สู่ความเป็นสถาบันทางทหารชั้นนำในอาเซียได้นั้น เบื้องต้นจะต้องกำหนด “วิสัยทัศน์” ให้ รร.สธ.ทบ. เป็นสถาบันการศึกษาทางหารชั้นนำในเอเชีย และให้ รร.สธ.ทบ. เป็นแหล่งสร้างผู้นำที่มีความรู้คู่คุณธรรม และมีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว ผู้นำในที่นี้หมายถึง ผู้บังคับหน่วย และฝ่ายอำนวยการ ภายใต้หลักการจริยธรรมของฝ่ายอำนวยการ โดยนำ “พุทธวจน” เรื่องการเป็นข้าราชการที่ดี ในชาดก “ขุททกนิกาย” มาปรับใช้

     มีการปรับปรุงหลักสูตรหลักประจำ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของความมั่นคงของโลกและประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลง ควรมีการเพิ่ม “วิชาเสริม” ได้แก่ อนาคตศึกษา, แนวทางปฏิบัติต่อภัยคุกคามแบบผสม (Hybrid Threat), แนวความคิดในการใช้กำลังระดับกรมผสม, การใช้สนามรบในเมือง และศาสตร์พระราชา เพิ่มเติมจาก “วิชาหลัก” ในเรื่อง เสนาธิการกิจ, ยุทธวิธี และการปฏิบัติการพิเศษ

     ด้านการพัฒนามาตรฐาน ครู–อาจารย์  รร.สธ.ทบ. จะได้สนับสนุนให้กำหนดตำแหน่งวิชาการ ๕ ตำแหน่ง ภายใน ๖ เดือน ถือว่าเป็นนโยบายเร่งด่วนของ ผบ.รร.สธ.ทบ. นอกจากนั้นจะสนับสนุนให้ครู–อาจารย์ ได้รับการศึกษาทางทหารระดับโลก เน้นความต่อเนื่องของการเข้าศึกษา รร.เสธ.ทหาร ประเทศอังกฤษ และเตรียมการเข้าศึกษาประเทศรัสเซียใน ๒ ปีข้างหน้า ส่วนการศึกษาระดับปริญญาเอกและปริญญาโท รร.สธ.ทบ. ได้มีการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาครู–อาจารย์ รร.สธ.ทบ.” เพื่อทุนขั้นต้นในการเข้ารับการศึกษา

     การปรับโครงสร้าง รร.สธ.ทบ. ตาม อฉก.๔๑๘๐ ขณะนี้ได้ทำเรื่องถึง ยก.ทบ. แล้ว ได้รับการตอบรับให้มีการตรวจสอบข้อมูลและขอรับข้อมูลเพิ่มเติม ในเรื่อง การเพิ่มอัตรา พ.อ.(พ) ๕ อัตรา การไม่ได้บรรจุไว้ในแผนแม่บทปฏิรูปการบริหารจัดการและปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๖๐–๒๕๖๔ และไม่ได้กำหนดกิจกรรมไว้อย่างแน่ชัดในแผนพัฒา ทบ.๒๕๖๐–๒๕๖๔ รวมทั้งการตรวจสอบความเหมาะสมและสัมพันธ์กับหน่วยที่เกี่ยวข้อง เช่น ศพย.ฯ วทบ. เป็นต้น

     เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก เมื่อ รร.สธ.ทบ. ถูกกำหนดให้เป็น “ห้องรับแขกกองทัพบก” จึงควรได้มีการจัดสร้างอาคารที่พักของนายทหารมิตรประเทศ จำนวน ๑๖ ห้อง พร้อมห้องปฏิบัติศาสนกิจ การจัดสร้างห้อง

Smart Classroom เพื่อให้แสดงถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน และการปรับปรุงห้องเรียนรวม (ห้องจักรพงษ์) ให้ระบบเครื่องเสียงประจำโต๊ะนักเรียนมีความเสถียรและมั่นคง ทนต่อการใช้งานได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน

     และสุดท้ายการพัฒนา รร.สธ.ทบ. ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ จะต้องมีการขับเคลื่อน ๒ เรื่องสำคัญ เรื่องแรก ให้ รร.สธ.ทบ. เป็น “Hub” ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างสถาบันในและนอกกระทรวงกลาโหม โดยมีบทบาทเป็นโซ่ข้อล่างและข้อกลางขององค์ความรู้ระดับ “ยุทธวิธี ยุทธการและยุทธศาสตร์” เน้นแนวคิดการใช้กำลังระดับ “กรมผสม” และศาสตร์พระราชา นอกจากนั้นจะต้องการสร้างความเกื้อกูลให้ รร.สธ.ทบ. มีความเป็นนานาชาติ (International) เน้นความเร่งด่วนในเรื่อง โครงการ International Program การสร้างเครือข่ายทางวิชาการกับศูนย์ศึกษาความมั่นคงของสหรัฐฯ (APCSS) และการเป็นที่ตั้งของ “สถาบันพัฒนาวินัยและความมั่นคงแห่งชาติ (ทบ. อนุมัติหลักการให้จัดตั้งเมื่อ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๐) เพื่อสร้างคนดี คนเก่ง มีวินัยและภูมิใจในชาติต่อไป

     ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า การพัฒนา รร.สธ.ทบ. ยุคใหม่ จะต้องทำงานภายใต้แนวคิดที่ว่า “อนาคตกองทัพบก   อยู่ที่การพัฒนาการศึกษาของ รร.สธ.ทบ. ณ ปัจจุบัน” !!!

*********************

 

เอกสารอ้างอิง

บุญรอด ศรีสมบัติ, พันเอก, จาก “ประภาสโยธิน” สู่ “เสนาธิปัตย์”, ห้างหุ้นส่วนจำกัด สหายบล็อกและการพิมพ์, พ.ศ.๒๕๖๐

หนังสือ ยก.ทบ. ด่วนมาก ที่ กห ๐๔๐๓/๑๑๕๒ ลง ๑๑ ก.ย.๖๐ เรื่อง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและขอรับข้อมูลเพิ่มเติมการปรับปรุงแก้ไข อฉก.หมายเลข ๔๑๘๐ รร.สธ.ทบ.

Print
1041 Rate this article:
5.0

x


Copyright 2018 by CGSC Terms Of Use Privacy Statement
Back To Top